ข้าวโพด

เทคนิคการใช้ผลิตภัณฑ์ ตรา กวางทอง และการปลูกข้าวโพดหวาน
พันธุ์ข้าวโพดหวานxml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />xml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่ใช้ปลูกควรเป็นข้าวโพดหวานลูกผสม ซึ่งในตลาดมีหลายพันธุ์ที่ผลิตจากหลายบริษัทให้เลือก แต่พันธุ์ที่แนะนำคือพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสม ไฮ-บริกซ์ 10 และ ไฮ-บริกซ์ 3 ซึ่งเป็นพันธุ์สามารถให้ผลผลิตสูง มีขนาดฝักใหญ่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณภาพฝักสดดีมาก รสชาติดี มีกลิ่นหอมนอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อมในประเทศไทยเพราะเป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นโดยใช้เชื้อพันธุกรรมที่มีในประเทศจึงทำให้สามารถปรับตัวได้อย่างกว้างขวาง
การเลือกพันธุ์ข้าวโพดหวานที่เป็นพันธุ์ส่งเสริม แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้คือ
1.
พันธุ์ผสมเปิด ได้แก่ ฮาวายเอี้ยนซูการ์ซุปเปอร์สวีท ซุปเปอร์สวีทดีเอ็มอาร์
และไทยซุปเปอร์คอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ จุดเด่น คือเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดใช้ทำพันธุ์ต่อได้ จุดด้อย ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอ
2.
พันธุ์ลูกผสม ได้แก่ เอทีเอส 2 เอทีเอส 5 ซูการ์ 73 ซูการ์ 74 ซูการ์ 75 ไฮบริกซ์ 3 ไฮบริกซ์ 10 อินทรี 2 สองสี 58 สองสี 39 ทวิวรรณ 2 หวานดัชนี พันธุ์หวานทอง โดยจุดเด่น ลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ความสูงของต้น ความสูงของฝัก ขนาดฝัก อายุวันออกไหมและเก็บเกี่ยวพร้อมกัน โดยให้ผลผลิตสูงตั้งแต่ 1.5 - 2 ตัน จุดด้อย ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้
การปลูก
ฤดูกาลปลูกที่เหมาะสม
-
ปลูกได้ตลอดทั้งปี ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อจำเป็น
-
ช่วงปลูกที่ให้ผลผลิตสูงมีคุณภาพดี ควรอยู่ในฤดูหนาวระหว่างเดือน ตุลาคม – มกราคม หรือดินฤดูฝน เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม

การเตรียมดิน
การเตรียมดินถือเป็นหัวใจของการปลูกข้าวโพดหวานให้ได้ผลผลิตสูง เพราะถ้าดินมีสภาพดีเหมาะกับการงอกของเมล็ดจะทำให้มีจำนวนต้นต่อไร่สูง ผลผลิตต่อไร่ก็จะสูงตามไปด้วย การเตรียมดินที่ดีควรมีการไถดะและทิ้งตากดินไว้ 3-5 วัน จากนั้นจึงไถแปรเพื่อย่อยดินให้แตกละเอียดไม่เป็นก้อนใหญ่เหมาะกับการงอกของเมล็ด ใส่ปุ๋ยชีวภาพเอนไซม์นาโนชนิดเม็ด 25 กิโลกรัมต่อไร่ก่อนการไถแปร เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้นสามารถอุ้มน้ำได้นานขึ้น และยังเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับข้าวโพดหวาน
1.
การเตรียมดินบนพื้นที่ราบ

ทำการไถด้วยพาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-10 วัน พรวนดินด้วยผาลเจ็ดอีก 1 ครั้ง ให้ใส่ปุ๋ยชีวภาพเอนไซม์นาโนชนิดเม็ด 25 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อย่อยดินและปรับพื้นที่ให้เรียบ แล้วไถยกร่องพร้อมปลูกสูง 25-30 เซนติเมตร ถ้าปลูกแถวเดี่ยวให้มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร ถ้าปลูกแถวคู่ระหว่างร่องระยะห่าง 120 เซนติเมตร ระยะห่างหลุม 25 เซนติเมตร

2. การเตรียมดินปลูกบนร่องสวน
เป็นการปลูกบนร่องสวนในที่ลุ่ม โดยยกร่องกว้าง 4-5 เมตร ความยาวตามพื้นที่ใช้รถไถดินเดินตามหรือใช้จอบพลิกหน้าดินลึก 15-20 เซนติเมตร และตากดินไว้ 7-10 วัน หลังตากดินใส่ปุ๋ยชีวภาพเอนไซม์นาโนชนิดเม็ด 25 กิโลกรัม/ไร่ แล้วย่อยดินด้วยแรงคน จึงปลูกโดยใช้ระยะปลูก ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระหว่างหลุม 50 เซนติเมตร หลอดหลุมละ 2-3 เม็ด อายุ 14 วัน ถอนเหลือ 2 ต้น/หลุม
การปลูก ควรปลูกเป็นแถวเป็นแนวซึ่งสามารถปลูกได้สองวิธี คือ
การปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น จำนวนต้นต่อไร่ประมาณ 7,000-8,500 ต้น จะใช้เมล็ดประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่
การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็นสองแถวข้างร่อง ระยะห่างกัน 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร1 ต้นต่อหลุม จะมีจำนวนต้นประมาณ 7,000-8,500 ต้นต่อไร่และใช้เมล็ดประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ การให้น้ำจะปล่อยน้ำตามร่องซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกดี

การใส่ปุ๋ยทางดิน
ในการใส่ปุ๋ยจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
1.
ใส่รองพื้นพร้อมปลูก ใช้ สารปรับสภาพดินชนิดเม็ด 25 กิโลกรัมต่อไร่
2.
ใส่เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 20 วัน ใช้ สารปรับสภาพดินชนิดเม็ด 25 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนดินกลบ

การบำรุงทางใบ

หลังจากต้นข้าวโพดงอกประมาณ 14-20 วัน นำ ฝาเขียว 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7-10 วันครั้ง ฉีดพ่นได้จนข้าวโพดขึ้นเม็ดเต็มที่
การให้น้ำ
ระยะที่ข้าวโพดหวานขาดน้ำไม่ได้คือระยะ 7 วันแรกหลังปลูก เป็นระยะที่ข้าวโพดกำลังงอก ถ้าข้าวโพดหวานขาดน้ำช่วงนี้จะทำให้การงอกไม่ดี จำนวนต้นต่อพื้นที่ก็จะน้อยลงจะทำให้ผลผลิตลดลงไปด้วย ระยะที่ขาดน้ำไม่ได้อีกช่วงหนึ่งคือระยะออกดอก การขาดน้ำในช่วงนี้จะมีผลทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงปลายหรือติดเมล็ดเป็นบางส่วน ซึ่งฝักที่ได้จะขายได้ราคาต่ำ โดยปกติถ้าเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ควรให้น้ำทุก 3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ แต่ช่วงที่ควรให้น้ำถี่ขึ้นคือช่วงที่ข้าวโพดกำลังงอกและช่วงออกดอกโดยการให้น้ำนั้นควรให้ทันทีหลังจากปลูกข้าวโพดหวาน หรือหลังใส่ปุ๋ยทุกครั้ง และในช่วงผสมเกสรและติดเมล็ดอย่าให้ข้าวโพดขาดน้ำ เพราะจะทำให้คุณภาพไม่ดี ผลผลิตลดลง ส่วนวิธีการให้น้ำสามารถให้ได้ 2 แบบคือ
1.
แบบพ่นฝอย ให้ทุก 7-10 วัน ในฤดูแล้งให้ทุก 3-5 วัน
2.
การให้น้ำตามร่อง ให้ทุก 7-10 วัน ในฤดูแล้งดินร่วนปนทรายทุก 3-5 วัน

อายุการเก็บเกี่ยวข้าวโพดฟักสด การเก็บเกี่ยวจะใช้วิธีการนับอายุวันปลูกถึงวันเก็บเกี่ยว 60-70 วัน นอกจากนั้นอาจใช้วิธีการสังเกตกอบหุ้มฝักข้าวโพดที่เริ่มเปลี่ยนสีเขียวปนน้ำตาลเล็กน้อย

 สถิติวันนี้ 10 คน
 สถิติเมื่อวาน 16 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
158 คน
13533 คน
138748 คน
เริ่มเมื่อ 2012-09-24

iann2011.com



This is template Mytemplate-ข้าวโพด