ถั่วเหลือง - ถั่วเขียว

วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ ตรากวางทอง กับการปลูกถั่วเหลืองและถั่วเขียวxml:namespace prefix = o ns

การปลูกโดยไม่ไถเตรียมดิน ไม่เผาฟางแต่ใช้ฟางกลบเมล็ด ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกษตรกรเห็นว่าได้ผลดี ลงทุนต่ำทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการปลูกเพิ่มสูงขึ้น
วัตถุประสงค์
1.
เพื่อลดต้นทุนในการผลิต เพิ่มผลผลิตและผลตอบแทนการปลูกถั่วเหลืองหลังนาของเกษตรกร
2.
เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมการปลูกถั่วเหลืองหลังนา
3.
เพื่อเป็นแนวทางสร้างความยั่งยืนในการผลิตถั่วเหลืองหลังนา
ความเป็นมา
การปลูกถั่วเหลืองหลังนาของเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในระยะแรกมีการปลูกโดยไถเตรียมดินกระทุ้งหลุมหยอดเมล็ดโดยแรงงานคน ต่อมาเกษตรกรเห็นว่าเป็นวิธีการที่ต้องใช้แรงงานมาก เสียค่าใช้จ่ายสูงแม้ว่าจะได้ผลผลิตสูง แต่มีผลตอบแทนต่ำทำให้เกษตรกรพัฒนารูปแบบการปลูกเป็นหลายลักษณะเช่น การปลูกโดยไม่ไถ่เตรียมดิน เผาฟางแล้วปลูกโดยวิธีหว่านและการปลูกโดยไม่ไถเตรียมดิน ไม่เผาฟาง ปลูกโดยวิธีหว่าน เป็นต้น
คุณลักษณะดีเด่นของเทคโนโลยี

1.
ไม่ต้องไถเตรียมดินทำให้ลดต้นทุนในการผลิต โครงสร้างดินไม่เสียและ
สามารถปลูกถั่วเหลืองได้เร็วขึ้นซึ่งเป็นผลดีในแง่การเจริญเติบโตและให้ผลผลิตลดความเสี่ยงจากฝนในช่วงเก็บเกี่ยว
2.
ไม่ต้องมีการเผาฟางซึ่งเป็นเศษซากพืชที่มีประโยชน์ในการปรับปรุงบำรุงดิน
ไม่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการปลูกโดยทั่วไปของเกษตรกรซึ่งนิยมการเผาฟางก่อนปลูก
3.
การกลบฟางทำให้เกิดผลดีในการรักษาความชื้นภายในดินลดจำนวนครั้งของการให้น้ำแก่พืช
4.
การกลบฟางทำให้ลดต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเนื่องจากมีปริมาณวัชพืชน้อย อันเป็นผลจาก
การกลบฟาง
5.
ทำให้เมล็ดถั่วเหลืองงอกได้ดีขึ้น เนื่องจากเมล็ดที่ฟางคลุมจะไม่โดนแดดเผามีความชื้นพอสำหรับการงอกจึงมีจำนวนต้นต่อพื้นที่สูงกว่าการปลูกแบบหว่านแล้วเผาฝาง ซึ่งเมล็ดไม่มีอะไรมาคลุมทำให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงกว่าด้วย

คำแนะนำวิธีการใช้
หลักการสำคัญของการปลูกถั่วเหลืองรูปแบบนี้คือ การไม่ไถเตรียมดิน ไม่เผาตอซังข้าวใช้ตอซังกลบ เมล็ดถั่วเหลืองที่หว่าน รูปแบบการปฏิบัติของเกษตรกรแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
รูปแบบที่ 1
การปลูกโดยวิธีไม่ไถเตรียมดินไม่เผาฟาง หว่าน แล้วคราดล้มตอซังกลบเมล็ด วิธีการปฏิบัติมีดังนี้คือ หลังจาการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว จะสูบน้ำเข้าแปลงปลูกให้ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 10 ซม.ทำร่องน้ำในแปลงปลูกโดยใช้รถไถเดินตามกรีดร่องตามแปลงปลูก ซึ่งระยะห่างของร่องไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพแปลงปลูกว่ามีความสม่ำเสมอเพียงใด ซึ่งเกษตรกรเจ้าของแปลกปลูกจะรู้สภาพพื้นที่ของแต่ละแปลงเป็นอย่างดี กล่าวคือ ถ้าแปลงปลูกมีความสม่ำเสมอก็ไม่ต้องทำร่องน้ำมากหรือทำให้ห่างขึ้นได้ แต่ถ้าแปลงไม่สม่ำเสมอจำเป็นต้องกรีดร่องน้ำจำนวนมากและถี่เพื่อระบายน้ำออกจากจุดซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มเพราะถ้าระบายน้ำออกได้ไม่ดีการงอการเจริญเติมโตและการการให้ผลผลิตของถั่วเหลืองจะไม่ดีด้วย (บางรายจะทำร่องน้ำภายหลังจากหว่านและคราดกลบเมล็ดแล้ว) จากนั้นจึงเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง หลังจากหว่านเสร็จจึงทำการคราดล้มตอซังข้าวโดยใช้คราดเหล็กติดรถไถนาเดินตาม คราดจำนวน 1 รอบ เพื่อให้ตอซังข้าวล้มลงและกลบเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่หว่าน แล้วแช่น้ำขังเมล็ดไว้ในแปลงนาน 6-12 ชั่วโมงให้เมล็ดถั่วดูน้ำจนอิ่มจึงระบายน้ำตามร่องน้ำที่ได้ทำไว้ในตอนแรกให้น้ำแห้งและไม่มีน้ำท่วมขังเมล็ดเพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้ XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />XML:NAMESPACE PREFIX = O />

สรุปขั้นตอนการปลูกได้ดังนี้
1.
เก็บเกี่ยวข้าวนาปี
2.
สูบน้ำเข้าแปลง
3.
ทำร่องน้ำโดยใช้รถไถ่นาเดินตาม
4.
หว่านเมล็ดพันธุ์
5.
ใช้รถไถเดินตามคราดล้มตอซัง 1 รอบ
6.
แช่ขังเมล็ดไว้ 6-12 ชั่วโมง
7.
ระบายน้ำออกให้แห้ง
8.
เมล็ดงอก
รูปแบบที่ 2
การปลูกโดยไม่ไถเตรียมดิน หว่านแล้วตัดตอซังคลุมเมล็ด หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว สูบน้ำเข้าแปลงให้น้ำท่วมสูงประมาณ 5 ซม. แล้วไถกรีดร่องน้ำ โดยใช้รถไถเดินตามเช่นเดียวกับรูปแบบที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ ถั่วเหลืองลงในแปลงขณะเดียวกันก็ใช้รถไถเดินต่ามซึ่งติดใบมีดที่ประดิษฐ์ขึ้นสำหรับตัดหญ้า (มีลักษณะคล้ายใบมีดของเครื่องตัดหญ้าสนามโดยทั่วไป) หรือใช้เครื่องตัดหญ้าชนิดสะพายไหล่หรือใช้แรงงานคนตัดตอชังให้ล้มและกลบเมล็ด ให้น้ำแช่ขังเมล็ดนาน 6-12 ชั่วโมง จึงระบายน้ำออกเช่นเดียวกับรูปแบบที่ 1
สรุปขั้นตอนการปลูกได้ดังนี้

1.
เก็บเกี่ยวข้าวนาปี
2.
สูบน้ำเข้าแปลงนา
3.
ทำร่องน้ำโดยใช้รถไถเดินตาม
4.
แช่เมล็ดไว้ 6-12 ชั่วโมง
5.
ตัดฟางกลบเมล็ด
6.
หว่านเมล็ดพันธุ์
7.
ระบายน้ำออกจากแปลงให้แห้ง
8.
เมล็ดงอก
เงื่อนไขประกอบ
เพื่อให้ได้ผลดีเกษตรกรผู้ปลูกควรมีข้อคำนึงและการปฏิบัติดังนี้
1.
ดินปลูกควรมีความสามารถในการอุ้มน้ำดี เช่น ดินเหนียว หรือ เหนียวปนทราย
2.
ตอชังที่ได้จากต้นข้าวที่มีการเจริญเติบโตดีจะทำให้การคราดล้มหรือกลบเมล็ดถั่วเหลืองได้ดีกว่าตอซังข้าวที่สั้น จากต้นข้าวที่เจริญเติบโตไม่ดีพอ ถ้าเป็นตอซังที่เตี้ยสั้นจะคราดล้มได้ไม่ดีจึงควรใช้การตัดคลุมแทน
3.
การเอาน้ำเข้าแปลงปลูกภายหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อทำร่องน้ำไปถึงขั้นตอนสุดท้ายของการปลูกไม่ควรจะมากจนเกินไปเพราะจะทำให้การคราดล้มตอซังหรือตัดฟาง มีความยุ่งยากเนื่องจากปฏิบัติงานไม่สะดวก
4.
อัตราการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรใช้ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับคุณภาพเมล็ดพันธุ์
5.
การคราดล้มตอซังมากกว่า 1 รอบ อาจจะทำให้เมล็ดเน่าเสียมีการงอกไม่ดี

6.
ระยะเวลาในการแช่ขังน้ำของเมล็ดพันธุ์ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศ กล่าวคือถ้าอุณหภูมิต่ำ จะสามารถแช่ขังเมล็ดในน้ำได้นานกว่าสภาวะที่มีอุณหภูมิสูง (อากาศร้อน) นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ด ถ้าเป็นเมล็ดที่แห้งสนิทดีจะสามารถแช่ขังน้ำได้เป็นเวลานานกว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่ตากยังไม่แห้งสนิท
7.
หลังจากการแช่ขังเมล็ดในน้ำจนเมล็ดดูดน้ำอิ่มแล้วต้องระบายน้ำออกจากแปลงให้หมดอย่าให้มีบริเวณที่น้ำท่วมขังเพราะจะทำให้เมล็ดจุดนั้นเน่าเสียได้ วิธีการแก้ไขปัญหานี้ทำโดยการมีความพิถีพิถันในการทำร่องน้ำโดยเฉาะจุดที่เป็นลุ่มควรมีร่องน้ำจำนวนมากเพื่อระบายน้ำออก
8.
ต้นทุนในการคราดล้มตอซัง กรณีจ้างคนคราดล้มโดยใช้รถไถเดินตามเจ้าของแปลงวันละ 150 บาท สามารถทำได้ประมาณ 10 ไร่ต่อวัน กรณีใช้เครื่องตัดฟางที่ติดรถไถเดินตามสามารถตัดฟางได้ประมาณ 3-5 ไร่ต่อวัน และถ้าใช้เครื่องตัดหญ้าชนิดสะพายไหล่สามารถตัดฟางได้วันละประมาณ 3 ไร่
เทคนิคการเพิ่มผลิตโดยใช้ผลิตภัณฑ์ กวางทอง

ช่วงที่ 1 ถั่วเหลืองเริ่มติดดอกหรือใกล้จะออกดอก ใช้ ฝาเขียว 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว 1 ครั้ง หรือถ้าต้นถั่วไม่ค่อยสมบูรณ์ท่านสามารถฉีดบำรุงต้นก่อนหน้านี้ก็ได้ 1-2 ครั้ง ก็จะได้ต้นถั่วที่สมบูรณ์แข็งแรง

ช่วงที่ 2 พอถั่วเหลืองติดฝักเต็มที่แล้ว ก็เอาฝาเหลืองมาฉีดพ่นอีก 1-2 ครั้ง อัตราการใช้ เร่งดอกเพิ่มน้ำหนัก 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร แค่นี้ผลผลิตของท่านก็จะเพิ่มจากปกติ 1 เท่าแน่นอน

การปลูกถั่วเขียว

ถั่วเขียวเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยกว่าพืชไร่อื่นหลายชนิด สามารถใช้ในระบบปลูกพืช เช่น ทดแทนข้าวนาปรัง ปลูกก่อนข้าวโพดในพื้นที่ประสพภัยแล้ง ใช้ปลูกก่อนหรือหลังการทำนาหรือทำไร เพื่อตัดวงจรการระบาดของศัตรูพืช ช่วย บำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ตรึงไนโตรเจนได้ดี สามารถใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ปริมาณไนโตรเจนสูง ถั่วเขียวใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตแป้งวุ้นเส้น เพาะถั่วงอก และประกอบอาหารอื่นๆ ปริมาณความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ถั่วเขียวในประเทศ และส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส
• ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เนื่องจากขาดการใช้พันธุ์ และเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับศักยภาพในแต่ละแหล่งปลูก
• ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากต้องใช้แรงงานในการเก็บเกี่ยว
• มีการระบาดของโรคแมลงมาก
• เมล็ดพันธุ์มีราคาแพง
• การสุกแก่ของฝักไม่พร้อมกัน ทำให้คุณภาพเมล็ดต่ำ
• ด้วงถั่วทำลายคุณภาพเมล็ด
• ถั่วเขียวผิวดำมีสีดำไม่สนิท และมีเชื้อราติดเมล็ด
• ยังไม่มีพันธุ์ที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์
• ราคาผลผลิตไม่แน่นอน เกษตรกรขาดอำนาจต่อรอง เนื่องจากไม่มีมาตรฐานการคัดเกรดคุณภาพ เพื่อกำหนดราคาขาย
ตลาดส่งออกมีคู่แข่งหลายประเทศ ออสเตรเลีย และจีน มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า และกัมพูชา
พันธุ์ถั่วเขียว
พันธุ์ชัยนาท 72
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 24 เมษายน 2543
ลักษณะทางการเกษตร :
1. ความสูงต้นเฉลี่ย 66 ซม.
2. อายุเก็บเกี่ยว 63 วัน
3. จำนวนฝัก/ต้น 15 ฝัก
4. น้ำหนัก 1,000 เมล็ดหนัก 66 กรัม
5. ปลูกได้ในทุกฤดูและในทุกภาคของประเทศไทย
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 212 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 36 ร้อยละ 4.4 ส่วนในฤดูแล้ง ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนให้ผลผลิต 222, 240 และ 187 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ ชัยนาท 36 ร้อยละ 7.8, 5.7 และ 1.6 ตามลำดับ
2. มีความต้านทานปานกลางต่อหนอนแมลงวันเจาะลำต้น (ในสภาพธรรมชาติ) โดยให้ ผลผลิต 135 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 36 ร้อยละ 26.2
3. เสถียรภาพในลักษณะผลผลิต อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่มีเสถียรภาพของลักษณะ น้ำหนัก 1000 เมล็ด ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ชัยนาท 36 แสดงว่าสายพันธุ์ CNM 8709-5 มีความสามารถที่จะปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อม
พันธุ์ชัยนาท 36
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 25 ตุลาคม 2534
ลักษณะทางการเกษตร :
1. ผลผลิตเฉลี่ย 216 กิโลกรัมต่อไร่
2. น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 72.6 กรัม
3. วันดอกแรกบาน 35 วัน
4. จำนวนฝักต่อต้น 14 ฝัก
5. จำนวนเมล็ดต่อฝัก 11 เมล็ด
6. ความสูงของต้น 51 เซนติเมตร
7. อายุเก็บเกี่ยว 67 วัน
8. คะแนนโรคใบจุดสีน้ำตาล 1.2
9. องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด (% ต่อน้ำหนัก)
10. แป้ง 51.0 เปอร์เซ็นต์
11. โปรตีน 24.1 เปอร์เซ็นต์
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิต 216 กก./ไร่ สูงกว่า พันธุ์กำแพงแสน 1 ร้อยละ 4,พันธุ์กำแพงแสน 2 ร้อยละ 12 และพันธุ์ชัยนาท 60 ร้อยละ 6
2. ขนาดเมล็ดใหญ่ 172.6 กรัม/1,000 เมล็ด
3. ทนทานดินด่าง เมื่อปลูกในดินด่างให้ผลผลิตสูงกว่า พันธุ์กำแพงแสน 1 และพันธุ์ กำแพงแสน 2 ร้อยละ 22 และ 155 ตามลำดับ
พันธุ์กำแพงแสน 1 (มก.)
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 11 เมษายน 2529
ลักษณะทางการเกษตร :
1. มีช่อฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม
2. ต้านทานปานกลางต่อโรคใบจุดสีน้ำตาลและโรคราแป้ง
แต่อ่อนแอปานกลางต่อดินด่าง
3. อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 67 วัน
4. ผลผลิตเฉลี่ย 208 กิโลกรัมต่อไร่
5. น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 64 กรัม
ลักษณะดีเด่น :
1. ทรงต้นเตี้ย พุ่มใบเล็กกว่าพันธุ์อู่ทอง 1 ซึ่งเป็นพันธุ์แนะนำในปัจจุบัน ทำให้การหักล้มน้อยกว่าฝักชูขึ้นเหนือใบ ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย
2. ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าพันธุ์อู่ทอง1 ร้อยละ 37 ผลผลิตโดยเฉลี่ย 201.6 กิโลกรัมต่อไร่ แนวโน้มผลผลิต เพิ่มขึ้นถ้าเพิ่มอัตราปลูก ส่วนอายุเก็บเกี่ยวน้ำหนักเมล็ดและองค์ประกอบอื่นๆในเมล็ดมีค่าใกล้เคียงกับพันธุ์อู่ทอง 1
3. สามารถต้านทานโรคราแป้งและใบจุดได้ดีกว่าพันธุ์อู่ทอง 1
4. ปลูกได้ทั้งต้นฝน ปลายฝน และฤดูแล้ง ปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย
5. แนวโน้มถ้าเป็นพันธุ์นี้จะให้น้ำหนักถั่วงอกมากกว่าพันธุ์อู่ทอง 1 เมื่อเพาะจากเมล็ดหนักเท่า ๆ กัน
พันธุ์กำแพงแสน 2 (มก.)
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 11 เมษายน 2529
ลักษณะทางการเกษตร :
1. มีช่อฝักอยู่เหนือทรงพุ่ม
2. ต้านทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาลและต้านทานปานกลางต่อโรคราแป้ง แต่อ่อนแอต่อดินด่าง
3. อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 67 วัน
4. ผลผลิตเฉลี่ย 193 กิโลกรัมต่อไร่
5. น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 59 กรัม
ลักษณะดีเด่น :
1. ทรงต้นเตี้ย พุ่มใบเล็กกว่าพันธุ์อู่ทอง 1 ทำให้การล้มน้อยกว่าฝักชูขึ้นเหนือใบ ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย
2. ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าพันธุ์อู่ทอง 1 ร้อยละ 32 ผลผลิตโดยเฉลี่ย193.9 กิโลกรัม ต่อไร่ แนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นถ้าเพิ่มอัตราปลูก เช่นเดียวกับพันธุ์กำแพง แสน 1 ส่วน อายุเก็บเกี่ยว น้ำหนักเมล็ดและองค์ประกอบทางเคมีในเมล็ด มีค่าใกล้เคียงกับพันธุ์อู่ทอง 1
3. สามารถต้านทานโรคราแป้ง และใบจุดได้ดีกว่าพันธุ์อู่ทอง 1
4. ปลูกได้ทั้งต้นฝน ปลายฝน และฤดูแล้ง ปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย
5. แนวโน้มถั่วเขียวพันธุ์นี้จะให้นำหนักถั่วงอกมากกว่าพันธุ์อู่ทอง 1 เมื่อเพาะจาก เมล็ดหนักเท่า ๆ กันเช่นเดียวกับพันธุ์กำแพงแสน 1

พันธุ์ชัยนาท 60
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 30 กันยายน 2530
ลักษณะดีเด่น :
1. อายุสั้นกว่าพันธุ์อู่ทอง 1 ประมาณ 7 วัน
2. ช่อฝักอยู่เหนือทรงพุ่มเด่นชัด ดูแลและเก็บเกี่ยวสะดวก
3. ให้ผลผลิตสูงกว่าถั่วเขียวพันธุ์ อู่ทอง 1 ในปลายฤดูฝน
4. ต้นเตี้ย และทรงพุ่มแคบ เหมาะสำหรับใช้ในระบบปลูกพืช
ลักษณะทางการเกษตร :
1. ลำต้นแข็งสีเขียว ใบเขียวเข้ม
2. ช่อฝักอยู่เหนือทรงพุ่มประมาณ 72 %
3. จำนวนฝักต่อต้น ประมาณ 11-12 ฝัก ฝักละ 9-10 เมล็ด
4. เมล็ดสีเขียว
5. สีของตาขาว
6. อายุถึงวันออกดอกแรก 33 วัน
7. น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 61 กรัม
8. ทรงพุ่มแคบ เตี้ย ตั้งตรง
9. วันที่ฝักแรกแก่ประมาณ 47 วัน
10.อายุถึงวันเก็บเกี่ยว ประมาณ 52 วัน
11. ต้านทานต่อการหักล้ม ต้นสูง ประมาณ 50.5 ซม.
ผลผลิตต่อไร่ :
ในสถานี 219 กิโลกรัม และในไร่กสิกร 175 กิโลกรัม
องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด (% ต่อน้ำหนัก) :
มีคาร์โบไฮเดรท 40.5% และโปรตีน 20.6%
ความต้านทานต่อโรคและแมลง :
ไม่ต้านทานโรคใบจุด และราแป้ง
ข้อจำกัด :
เป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มแคบ ต้องใช้อัตราปลูกมากกว่าปกติ ใช้เมล็ดพันธุ์ 7 - 10 กก./ไร่ จึงจะได้ผลผลิตดี ควรปลูกต้นฤดูฝน เดือนเมษายน-พฤษภาคม
พันธุ์พิษณุโลก 2
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 19 มกราคม 2533
ลักษณะดีเด่น :
1. ขนาดเมล็ดใหญ่กว่าพันธุ์อู่ทอง 2 เฉลี่ย 5 กรัม/100 เมล็ด
2. ทรงต้นโปร่ง ตั้งตรง
3. อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์อู่ทอง 2 ประมาณ 9 วัน
4. ให้ผลผลิตระดับเดียวกับพันธุ์อู่ทอง 2 คือ 190 กก./ไร่
เนื่องจากมีอายุสั้นจึงสามารถปลูกได้ตั้งแต่ ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนกันยายน นอกจากนั้นสามารถปลูกได้ดีในฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวในเขตชลประทานด้วย และจากการที่มีทรงพุ่มแคบ จึงแนะนำให้ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 5-7 กก./ไร่
พันธุ์ มทส.1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์แนะนำ
วันที่รับรอง : 16 มิถุนายน 2542
ลักษณะดีเด่น :
1. มีลักษณะตรงตามรูปแบบ (ideotpe) ที่กำหนด เป็นพันธุ์ที่ฝักส่วนใหญ่หรือทั้งหมดอยู่ เหนือทรงพุ่ม ฝักสุกพร้อมกันทั้งชุด มีช่อใหญ่ (จำนวนฝักต่อช่อสูง)
2. มีเปลือกฝักเหนียวไม่แตกง่าย เปลือกของพันธุ์ MB107-3 มีลักษณะละเอียด เหนียว เมื่อมีฝนระยะเก็บเกี่ยวก็สามารถป้องกันน้ำซึมผ่านเข้าไปในฝักได้ และฝักไม่แตก จึงสามารถรอเก็บเกี่ยวได้ดีกว่า
3. มีเมล็ดโต มีขนาดโตเฉลี่ยกว่า 7 กรัมต่อ 100 เมล็ด จากผลการทดลองพบว่า มีขนาด 7.33 กรัมต่อ 100 เมล็ด ในขณะที่พันธุ์กำแพงแสน 1 ให้ผลผลิต 6.44 กรัมต่อ 100 เมล็ด ซึ่งยังผลให้อัตราถั่วงอกสูงและมีความสวยงามดีกว่าพันธุ์อื่น ๆ
4. ผลผลิตสูง ผลผลิตโดยเฉลี่ยสูงอยู่ในระดับเดียวกับพันธุ์กำแพงแสน 1 และสูงกว่า พันธุ์กำแพงแสน 2 มอ 1 และชัยนาท 60
5. ต้านทานโรค พบว่าต้านทานต่อโรคใบจุด และโรคราแป้งดีกว่าพันธุ์ส่งเสริมอื่น ๆ ทุก พันธุ์ คือเป็นโรคบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรงเหมือนพันธุ์อื่น ๆ
ข้อจำกัด :
พันธุ์ดังกล่าวนี้มีต้นเตี้ยกว่าพันธุ์อื่น ๆ การเก็บเกี่ยวโดยการปลิดฝักอาจไม่สะดวก
พันธุ์ มอ.1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 19 ธันวาคม 2531
ลักษณะดีเด่น :
1. ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 254 กก./ไร่ สูงกว่าพันธุ์อู่ทอง 1 ประมาณ 22% และสูงกว่าพันธุ์ กำแพงแสน 1 ประมาณ 10%
2. ขนาดเมล็ดเท่ากับพันธุ์อู่ทอง 1
3. ต้านทานต่อการหักล้ม และต้านทานต่อโรคใบจุดสูงกว่าทุกพันธุ์ แนะนำให้ปลูกใน ภาคใต้ โดยเฉพาะ การปลูกในนาก่อนการปลูกข้าว และการปลูกแซมระหว่างแถว ยางพาราปลูกใหม่
ลักษณะทางการเกษตร :
ทรงต้นฝักชูได้ระเบียบเหนือระดับใบ เมล็ดเขียวผิวมัน ฝักยางสม่ำเสมอทั้งต้น ฝัก แยกสุกได้ 2 ชุด อายุเก็บเกี่ยว(ภาคใต้) 82 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 254 กก./ไร่ ความยาว ของฝัก 11 ซม. ขนาดเมล็ด 7.10 กรัม/100 เมล็ด สูง 55 ซม.
พื้นที่แนะนำ :
เหมาะสำหรับปลูกในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกในนาก่อนการปลูกข้าว และการปลูกแซมระหว่างแถวยางพาราปลูกใหม่
พันธุ์อู่ทอง 1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 06 ธันวาคม 2519
เมล็ดขนาดใหญ่ค่อนข้างสม่ำเสมอและผิวมัน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ออกดอกและติดฝักชุดแรกภายในเวลาเกือบพร้อมกัน และออกดอกเป็นจำนวนมาก (ประมาณ 80- 85 % ของทั้งต้น) จึงทำให้ฝักแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ในเวลาเดียวกัน อายุเก็บเกี่ยวสั้น (ประมาณ 65-70 วัน) นอกจากนี้ ฝักที่แก่แล้วยังเหนียวไม่แตกง่าย จึงทำให้เก็บเกี่ยวฝักทั้งหมดได้ไม่เกิน 2 ครั้ง (ส่วนพันธุ์พื้นเมืองต้องเก็บกี่ยว 6-7 ครั้ง) และยังทำให้การเก็บเกี่ยวโดยตัดทั้งต้นมาตากแดดและนวดเช่นเดียวกันกับถั่วเหลืองได้ สามารถทุ่นแรงงานในการเก็บเกี่ยว ในด้านผลผลิตปรากฏว่า ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองเล็กน้อย มีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชเช่นเดียวกับถั่วเขียวพันธุ์พื้นเมือง แต่ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี
ลักษณะทางการเกษตร :
1. ผลผลิต 150 - 200 กิโลกรัม/ไร่
2. โคนต้นมีสีม่วง ทรงต้นเป็นพุ่ม แตกกิ่งก้านสาขาดี
3. ใบค่อนข้างใหญ่ มีสีเขียวเข้ม
4. ก้านใบมีสีม่วง
5. ดอกแรกบานเมื่ออายุประมาณ 35 วัน ออกดอกเป็นชุด ชุดแรกจะติดฝักภายในเวลา 5-7 วัน ดอกชุดที่ 2 จะเริ่ม เมื่อฝักแรกเริ่มแก่
6. จำนวนฝัก 15-25 ฝักต่อต้น
7. เมล็ด 8 - 18 เมล็ดต่อฝัก น้ำหนัก 1,000 เมล็ดหนัก 60 - 65 กรัม
ผลผลิต : 150 - 120 กก./ไร่
ความต้านทานโรค : ไม่ต้านทานต่อโรคใบจุด
พันธุ์อู่ทอง 2
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 15 ธันวาคม 2521
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์
2. เมล็ดโตมีขนาดสม่ำเสมอ
3. จำนวนเมล็ดสีน้ำตาลหรือสีแดง ซึ่งตลาดไม่ต้องการมีน้อยกว่า
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
• ดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย
• ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้มากกว่า 60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
• การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี
• ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร
• ค่าความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 5.5-7.0
• อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 25-35 องศาเซลเซียส
• ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 500-1,000 มิลลิเมตรต่อปี
การปลูก
ฤดูปลูก
• การปลูกในฤดูฝน ในสภาพไร่ แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ต้นฤดูฝน (เมษายน-พฤษภาคม) และปลายฤดูฝน (สิงหาคม-กันยายน)
• การปลูกในฤดูแล้ง ในสภาพนา มี 2 วิธี
- ปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทาน (ธันวาคม-มกราคม)
- ปลูกโดยอาศัยความชื้นในดิน และไม่มีการให้น้ำชลประทาน (ธันวาคม-มกราคม)
การเตรียมดิน
• การปลูกในฤดูฝน ในสภาพไร่ เตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
• การปลูกในฤดูแล้ง ในสภาพนา มี 2 วิธี
- ปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทาน ให้เตรียมดินปลูกเช่นเดียวกับในฤดูฝน
- ปลูกโดยอาศัยความชื้นในดิน และไม่มีการให้น้ำชลประทาน ต้องเตรียมดินให้ละเอียด โดยไถดิน 1-2 ครั้ง หว่านเมล็ด แล้วพรวนกลบ
วิธีการปลูก
• ปลูกด้วยเมล็ดที่มีความงอกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดด้วยสูตรป้องกันและกำจัดเชื้อราฝาแดง 40 ซีซี ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม สำหรับถั่วเขียว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกถั่วเขียวมาก่อน
• การปลูกแบบเป็นแถว ใช้เมล็ดอัตรา 3-4 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร จำนวน 2-3 ต้นต่อหลุม หรือโรยเป็นแถวให้ได้จำนวนต้น 10-15 ต้นต่อเมตร ซึ่งจะได้จำนวน 32,000 -48,000 ต้นต่อไร่
• การปลูกแบบหว่าน ใช้เมล็ดอัตรา 5-6 กิโลกรัมต่อไร่ หลังหว่านเมล็ด พรวนกลบทันที ในฤดูฝน ควรมีการขุดร่องระบายน้ำเพื่อกันน้ำท่วมแปลง
การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ยทางดิน

• ใส่ สารปรับสภาพดินชนิดเม็ด อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบก่อนปลูกประมาณ 10-15 วัน
การบำรุงทางใบ

ช่วงที่ 1 ถั่วเหลืองเริ่มติดดอกหรือใกล้จะออกดอก ใช้ อวบอูม ฝาแดง 50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว 1 ครั้ง หรือถ้าต้นถั่วไม่ค่อยสมบูรณ์ท่านสามารถฉีดบำรุงต้นก่อนหน้านี้ก็ได้ 1-2 ครั้ง ก็จะได้ต้นถั่วที่สมบูรณ์แข็งแรง

ช่วงที่ 2 พอถั่วเหลืองติดฝักเต็มที่แล้ว ก็เอา อวบอูมฝาเหลือง มาฉีดพ่นอีก 1-2 ครั้ง อัตราการใช้ เร่งดอกเพิ่มน้ำหนัก 40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร แค่นี้ผลผลิตของท่านก็จะเพิ่มจากปกติ 1 เท่าแน่นอน
การให้น้ำ
• การปลูกในฤดูแล้งโดยการให้น้ำชลประทาน ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุก 10-14 วัน และหยุดให้น้ำเมื่อถั่วเขียวเจริญเติบโตถึงระยะฝักแรกเปลี่ยนเป็นสีดำ
• การปลูกในฤดูฝน หากมีฝนทิ้งช่วงเกิน 10-14 วัน ควรมีการให้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะออกดอกถึงระยะติดเมล็ด

ข้อควรระวัง

ถั่วเขียวจะมีปัญหาเรื่องของหนอนระบาดควรหมั่นตรวจดูแปลงถั่วเขียวถ้าพบการระบาดให้ใช้ สูตรไล่แมลงฝาส้ม อัตรา 50-60 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรมาฉีดพ่น

 สถิติวันนี้ 22 คน
 สถิติเมื่อวาน 16 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
170 คน
13545 คน
138760 คน
เริ่มเมื่อ 2012-09-24

iann2011.com



This is template Mytemplate-ถั่วเขียว